แพะ หนึ่งในยอดนักกายกรรม

Goat yim 

แล้วจะรู้ว่า นักกาย 4 ขา เดินดิน กินหญ้า กินใบไม้ ก็ใช่ว่าจะย่อยซะที่ไหน เป็นนักกายกรรมสุดยอดได้เหมือนกัน

ภาพจาก blog moment.ee

Leave a comment »

“ปู่เย็น” เฒ่าทรนง ผู้พอเพียง และเพียงพอ

1pu_yen.jpg 

ส่งต่อๆ กันมาทาง E-mail

Leave a comment »

Tiny duckling has three legs ลูกเป็ด 3 ขา

3legsduck.jpg

A yellow three-legged duckling at a duck farm in tancheng County, East China’s Shandong Province on Sept 4, 2007. Although it is reportedly eating well and quacking all day long, a rare mutation has left the duckling with an extra leg dragging behind him.

by: People’s Daily Online(newsphoto)

Leave a comment »

แพะ 4 เขา

goat41.jpg

แพะ 4 เขาของคุณลุง Uygur แห่งซินเจียง ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน

by: บล็อกนายสถานี

Leave a comment »

ลูกแกะ 7 ขา

7legs2.jpg

ลูกแกะ 7 ขา ที่ประเทศนิวซีแลนด์

ข่าวแปลกๆ รายนี้เกิดขึ้นที่ฟาร์มแห่งหนึ่งของประเทศนิวซีแลนด์ เมือวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 มีลูกแกะคลอดมาแปลกประหลาด มีทั้งหมด 7 ขา เป็นขาหลัง 3 ขา และขาหน้า 4 ขา นับว่าเป็นหนึ่งในหล้านของความแปลก

by: บล็อกนายสถานี

Leave a comment »

แพะ 6 เขา

5500000113944011.jpg  

   แพะประหลาดเกิดมามี 6 เขา กำลังยืนอยู่ในฝูงแพะในฟาร์มแห่งหนึ่งใน เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางภาคเหนือของจีนเมื่อวันอังคาร(28 สิงหาคม 2550) ซึ่งเจ้าของบอกว่าเขาของมันงอกออกมาพร้อมกันทั้ง 6 เขาตั้งแต่เกิดแล้ว ด้านผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากรณีดังกล่าวเป็นสิ่งที่พบเห็นไม่บ่อยนัก-ไชน่าเดลี่

จากข่าว ผจก.ออนไลน์

Leave a comment »

ช้างโม่ตาลา ขาเทียม

mo.jpgele18.jpgmotala1.jpg

                      นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม หัวหน้ามูลนิธิขาเทียมคณะศัลยแพทย์ในการผ่าตัดโม่ตาลา ทำขาเทียมอันใหม่ให้ช้างพังโม่ตาลา หลังครบรอบ 8 ปี การผ่าตัดเชื่อว่าดำเนินการไม่เกิน 3 เดือนจะเสร็จสิ้น ขณะนี้พังโม่ตาลา อายุ 46 ปี มีสุขภาพทั่วไปดีบาดแผลขาหน้าซ้าย แม้ว่าจะยังปิดไม่สนิท แต่โม่ตาลาก็เดินได้

ข่าว,ภาพ:เชียงใหม่นิวส์

ภาพ:มูลนิธิเพื่อนช้าง

Leave a comment »

‘เด็กจมน้ำ’ ภัยร้ายที่ป้องกันได้!?

daily1.jpgdaily21.jpgdaily3.jpg

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดประชุมเวทีนโยบายสาธารณะ เผยข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการจมน้ำของเด็ก เพื่อระดมสมองคิดหามาตรการป้องกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน หลังจากพบสถิติน่าใจหาย…เด็กไทยจมน้ำตายมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง !!
 
และที่น่าตกตะลึงไปกว่านั้น แค่เพียงอ่างน้ำ กะละ มัง ซึ่งมีระดับน้ำตื้น ๆ เพียง 1-2 นิ้ว ก็นับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 1-4 ขวบ 
 
นายแพทย์ปราชญ์    บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระ ทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสาเหตุการจมน้ำของเด็กไทยในแต่ละช่วงวัย เปรียบเทียบการจมน้ำของเด็กในต่างประเทศ สถิติการเสียชีวิตของเด็กวัย ต่าง ๆ อันเนื่องมาจากการจมน้ำ ปัจจัยแวดล้อมที่ก่อให้เกิดปัญหา รวมถึงแนวทางป้องกันการจมน้ำของเด็กว่า
 
การจมน้ำ นับเป็นรูปแบบหนึ่งของการตายโดยการขาดอากาศ เนื่องจากอากาศในปอดถูกแทนที่ด้วยน้ำหรือ  ของเหลว ในแต่ละปีมีเด็ก เป็นพันคนที่จมน้ำจากการที่ ไม่ตระหนักถึงอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้จากน้ำ เด็กเหล่านั้นลงไปในสระน้ำ และแม่น้ำ โดยที่ไม่รู้ระดับความลึกของน้ำ การจมน้ำเกิดขึ้นบ่อยมากในบ่อน้ำ ทะเลสาบ แม่น้ำ รวมทั้งในสระน้ำ และอ่างน้ำ นอกจากนี้ยังพบว่า อ่างน้ำนับเป็นจุดเสี่ยงของการเกิดการเสียชีวิตของเด็ก และเด็กทารก เพราะเด็กเล็กสามารถจมน้ำได้ในน้ำที่มีระดับเพียง 1-2 นิ้ว เนื่องจากเด็กเล็กส่วนใหญ่ไม่เข้าใจอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากแหล่งน้ำนั้นนั่นเอง
 
ปัญหาการจมน้ำ ถือเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่ทำให้เด็กทั่วโลกที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีบาดเจ็บและเสียชีวิตถึงร้อยละ 57 โดยพบที่ประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 30 ขณะที่สหรัฐอเมริกาพบร้อยละ 23 ที่ออสเตรเลียร้อยละ 18 แต่ละปีของทั่วโลกมีเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำประมาณ 230,000 คน ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 ว่ายน้ำไม่เป็น พบมากที่สุดในเด็กอายุ 1 ขวบ
 
สำหรับ การจมน้ำของเด็กไทย นับเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กเกิดการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิต ในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ถึงกว่า 1,500 คน หรือเฉลี่ยวันละ 4 คน ที่ต้องจมน้ำเสียชีวิตทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ (บ่อน้ำ ทะเลสาบ แม่น้ำ) สระว่ายน้ำ และอ่างน้ำภายในบ้าน และเมื่อเปรียบเทียบกับการเสียชีวิตในทุกสาเหตุจะพบว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิต ซึ่งสูงกว่าโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ และสูงมากกว่าอุบัติเหตุจราจรถึง 2 เท่าตัว โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบอัตราการเสียชีวิตของเด็กมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคเหนือและภาคใต้ เพศชายเสียชีวิตมากกว่า    เพศหญิง 2-5 เท่า และพบว่า ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เป็นช่วงที่พบเด็กจมน้ำมากที่สุด
 
จากการศึกษาการจมน้ำของเด็กในแต่ละพื้นที่จะพบว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการจมน้ำมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับโครงการสิ่งแวดล้อม วิธีการดูแลเด็ก และวัฒนธรรมของแต่ละท้องที่ อาทิ ความเผอเรอ ชั่วขณะของผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มักพบในเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 4 ขวบ เนื่องจากเด็กไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ผู้ดูแลต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ต้องไม่ให้คลาดสายตาจากเด็กแม้เพียงชั่วขณะ เช่น ไปรับโทรศัพท์ ล้างจาน ตากผ้า หรือเผลองีบหลับ
 
การคิดไม่ถึงว่าละแวกบ้านที่อยู่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการจมน้ำ โดยพบในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-14 ปี เนื่องจากผู้ดูแลคิดว่าสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ บ้าน หรือในละแวกบ้านไม่น่าจะมีอันตรายใด ๆ จึงอนุญาตให้เด็กวิ่งเล่นนอกบ้านได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการพลัดตกน้ำ ฯลฯ
 
สำหรับข้อเสนอแนะ และมาตรการในการป้องกันการจมน้ำของเด็ก ทางกลุ่มป้องกันการบาดเจ็บ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรคฯ เปิดเผยว่า เบื้องต้นควรมีหน่วยงาน หรือองค์กรที่รับผิดชอบดูแลดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางน้ำโดยตรง ขณะเดียวกัน ผู้ปก ครองหรือผู้ดูแลเด็ก ควรให้การดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดขณะเด็กอยู่ในแหล่งน้ำ หรือใกล้แหล่งน้ำ ไม่ว่าเด็กจะมีอายุเท่าไรก็ตาม ต้องไม่ปล่อยให้อยู่ตามลำพัง ไม่ควรอนุญาตให้เด็กไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำที่ไม่คุ้นเคย  หรือหากเป็นไปได้ควรสอนเด็กให้ว่ายน้ำ หรือใช้ชูชีพในการเล่นน้ำ ฝึกฝนให้ว่ายน้ำเป็น  ต่อเนื่องไปถึงการรู้จักวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำ และเล่นกีฬาทางน้ำอย่างปลอดภัย
 
แม้ปัจจุบันจะมีหน่วยงานหลายหน่วยงาน พยายามดำเนินมาตรการที่จะลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กที่มีอายุระหว่าง 10-18 ปี อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุจราจรซึ่งมีมากมายในแต่ละปี แต่จากข้อมูลนี้ก็แสดงให้เห็นว่า การจมน้ำนับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต้องเสียชีวิตมากเช่นกัน
 
หันมาร่วมมือร่วมใจป้องกันไม่ให้เกิดการจมน้ำในเด็กเสียแต่วันนี้ เพื่อยุติภัยร้าย…การจมน้ำในเด็ก มหันตภัยที่ป้องกันได้หากทุกคนร่วมมือกัน.

ศิริรัตน์ สาโพธิ์สิงห์

Daily News Online

Leave a comment »

“ตาพัฒน์” ชายผู้ปิดทองหลังพระ

korkon_cover_23.jpgkapook2.jpgkapook1.jpg

          ในโลกกว้างที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ครอบคลุม ในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมายหลงใหลในแสงสีและวัตถุนิยม… จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่าในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งยังมี “ตาพัฒน์” ชายชราวัยเจ็ดสิบปลายๆ ร่างกายสกปรกมอมแมมผู้ที่ชอบปิดทองหลังพระอยู่…

          “ตาพัฒน์” หรือ “นายพัฒน์ แซ่จึง” ชายชราผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่เดียวดายตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ไม่มีแม้แต่ญาติพี่น้อง “ตาพัฒน์” เกิดที่ จ.อุบลราชธานี ชะตาชีวิตที่ถูกขีดไว้ทำให้เขาต้องระหกระเหเร่ร่อนมาอยู่กรุงเทพฯ เมื่อครั้งยังหนุ่มแน่น แต่ด้วยความสมถะ เรียบง่าย และเจียมตัวว่าตัวเองนั้นจนเสียยิ่งกระไร ก็ทำให้เขาอยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่นาน…

          เขาออกเดินทางไปเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั่น ระหว่างทางก็เก็บขยะริมทางที่พอจะขายแลกเงินได้ เอามาซื้อข้าวกินประทังชีวิต จนมาถึงที่หมู่บ้านเล็กๆ ใน จ.ราชบุรี และที่นี่เองก็เป็นที่ที่เขาปักหลักทำมาหากินโดยการเก็บขยะขายมาตลอด 45 ปี ด้วยความที่ “ตาพัฒน์” หน้าตามอมแมม เนื้อตัวสกปรกตั้งแต่หัวจรดเท้า มีกลิ่นตัวเหม็นเพราะต้องใช้ชีวิตอยู่กับกองขยะเกือบจะตลอด 24 ชั่วโมง ดูยังไงก็จ๊น… จน ทำให้ไม่มีสาวที่ไหนอยากใช้ชีวิตร่วมกับเขา 

          “คนอย่างผม ไม่มีใครเขาอยากจะมายุ่งด้วยหรอก เนื้อตัวก็อย่างนี้ ผมอยู่คนเดียว ลูกเมียไม่มี หาของตามกองขยะ ไม่ได้ใช้อะไรมากมาย ได้เงินมาก็เก็บเอาไว้เรื่อย” ตาพัฒน์เผยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

          ใครจะรู้บ้างว่า “ตาพัฒน์” มีเงินเก็บจากการเก็บขยะขายเป็นแสน… กองขยะที่เน่าเหม็น ถังดำที่มีแต่แมลงวันรุมตอม ข้าวของที่ดูไร้ค่าจากผู้ทิ้ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “ขุมทรัพย์” ของตาพัฒน์… และเขาก็ทำให้ใครหลายๆ คนผู้ที่มีเนื้อตัวสะอาด มีโอกาสได้ยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคม ต้องหันกลับมามองถึงคุณธรรมข้อหนึ่งที่ตกหล่นและถูกลืมไป คือ การเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ด้วยการบริจาคเงินที่เก็บหอมรอมริบมาเกือบทั้งชีวิตให้กับวัดหนองเสือยางปราสาท บ้านหนองเสือ ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ทั้งหมดโดยไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาสนใจ บางทีคนที่สลักชื่อของแกเอาไว้ที่ฝาเมรุเผาศพ ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเจ้าของเงินแสนที่ถวายให้วัดไปใช้หนี้ค่าอิฐ ค่าปูนนี้เป็นใครมาจากไหน รู้เพียงว่าชื่อ “นายพัฒน์ แซ่จึง” ถูกสลักไว้ในฐานะผู้บริจาคเงินสร้างมากเป็นอันดับสองรองจากคหบดีคนหนึ่ง มานานร่วมสิบปีแล้ว 

          “ผมทำบุญอย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว ไม่อยากออกหน้าออกตา มันอาย” ตาพัฒน์กล่าว และแกยังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้พอใจในสิ่งที่มี อยู่แบบต่ำๆ แต่สบายใจ ไม่ต้องไปอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น แค่มีอะไรให้ทำ มีข้าวกิน มีที่นอนก็พอแล้ว และก็ได้ทำบุญทำความดีอย่างที่อยากทำ ชาตินี้ตายไปตอนไหนก็ตายตาหลับแน่นอน…

          และปัจจุบันจะมีซักกี่คนที่คิดได้แบบแก… “ตาพัฒน์” เฒ่าหัวใจสะอาด


เรื่องโดย ปองธรรม สุทธิสาคร
ภาพโดย วธู ฤกษ์อุดม
เรียบเรียงโดย กระปุกดอทคอม 
นิตยสาร ฅ.คน 
ฉบับเดือนกันยายน 2550

Leave a comment »

“จมน้ำตาย”มฤตยูเงียบในเด็ก!

415648cmyk1.jpg415643cmyk1.jpg415646cmyk1.jpg

รูปถ่ายเด็กหญิงวัย 4 ขวบ กำลังน่ารักน่าชัง รูปร่างสมบูรณ์ สวมห่วงยางสีชมพูรูปการ์ตูนยืนโพสท่าโปรยยิ้มหวานอยู่หน้าซองปูนบรรจุร่างผู้เสียชีวิตในป่าช้าวัดริมน้ำแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี ทำให้ผู้พบเห็นอดเศร้าตามไปด้วยไม่ได้

วันหนึ่งเมื่อ10 ปีก่อน เด็กหญิงวัยกำลังน่ารักรายนี้อยู่บ้านริมน้ำกับพี่ชายวัยไม่เต็ม 10 ขวบเพียงลำพัง เพราะพ่อแม่ออกไปทำธุระนอกบ้านจึงมอบความไว้วางใจให้พี่ชายช่วยดูแลน้องสาว แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น เด็กหญิงก็กลายเป็นศพลอยน้ำอยู่ห่างจากบ้านไม่กี่สิบเมตร!

ความโศกเศร้าจากการสูญเสียลูกสาวคนเดียวของครอบครัวนี้ยังถือว่าโชคดีกว่าอีกหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูก 2-3 คนไปในคราวเดียวกันเหมือนครอบครัว “ใบไม้” เมื่อ 3 เดือนก่อน

รองเท้าแตะที่ถอดทิ้งไว้ริมคลองระบายน้ำหมู่ 7 ต.ยางซ้ายอ.เมือง จ.สุโขทัย เป็นหลักฐานเดียวที่ทำให้รู้ว่า เด็กหญิงวัย 6 ขวบน้องชายวัย 3 ขวบ และเพื่อนชายวัย6 ขวบแอบหนีมาเล่นน้ำ และกลายเป็นโศกนาฏกรรม 3 ศพ กอดกันกลมจมอยู่ใต้คลองระบายน้ำนั่นเอง

จากกรณีเด็กจมน้ำ 3 ศพ ที่ จ.สุโขทัย ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความตื่นตัวด้านสาธารณสุขของไทย จัดประชุมเวทีสาธารณะเชิญทุกฝ่ายมาร่วมปรึกษาหารือถึงมาตรการลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กไทยจากการจมน้ำ ที่เป็นสถิติการตายอันดับ 1 ของเด็กไทย เฉลี่ยวันละ 7 คน!

“ทุกปีมีเด็กคลอดใหม่ปีละประมาณ 8 แสนคน แต่เด็กไทยกลับว่ายน้ำเป็นน้อยมาก เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ว่ายน้ำเป็นเพียง 16.3% โดยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ภาคอีสานเสียชีวิตมากที่สุด เพราะหนองน้ำเยอะ อากาศร้อน น้ำเชี่ยว รองลงมา คือ ภาคกลาง ซึ่งเป็นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภาคเหนือและภาคใต้ตามลำดับ” นพ.เสรีหงษ์หยก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สะท้อนปัญหาการเสียชีวิตของเด็กอันดับ 1 ของไทย

สาเหตุสำคัญของปัญหาการจมน้ำของเด็กไทยถูกมองว่า เป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจ ความยากจน ปัญหาการหย่าร้าง ทำให้เด็กขาดการดูแล และตระหนักถึงภัยใกล้ตัว โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำ” จึงทำให้เด็กจำนวนไม่น้อย ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

โดยทุก3 ชั่วโมงจะมีเด็ก 1 คนจมน้ำตาย ในประเทศไทยการจมน้ำเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กอายุ 1-17 ปี ทุกปีจะมีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำเกือบ 2,650 คน ขณะที่เด็กอีก 3,000 รายเกือบเสียชีวิตจากการจมน้ำ ที่สำคัญในเด็กอายุ 1-4 ขวบ เกือบครึ่งหนึ่งเสียชีวิตจากการจมน้ำ

การจมน้ำส่วนใหญ่เกิดกับเด็กชนบทเกิดขึ้นระหว่างวันที่แม่ยุ่งอยู่กับการทำงาน จนไม่มีเวลาดูแลเด็ก ประกอบกับไม่คาดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น อย่างไรก็ตาม มากกว่าครึ่งหนึ่งของการเสียชีวิตจากการจมน้ำ เกิดขึ้นห่างจากบ้านเด็กในระยะ 100 เมตร เกือบ 3 ใน 4 ของการจมน้ำเกิดขึ้นบริเวณ 100 เมตรจากบ้านเด็ก และ 2 ใน 5 เกิดในระยะแค่ 10 เมตร

ในจำนวนผู้จมน้ำมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ เด็กเหล่านี้ยังเล็กเกินไปที่จะเรียนว่ายน้ำ จึงจำเป็นต้องเพิ่มการดูแลให้มากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันเด็กจมน้ำ โดยเฉพาะทารกที่กำลังหัดเดิน ควรอยู่ในสายตาของมารดาอย่างใกล้ชิด

เด็กผู้ชายจะเสียชีวิตมากกว่าผู้หญิง 2.5 เท่า เพราะธรรมชาติของเด็กผู้ชายจะซุกซน ชอบเที่ยวเล่นไปเรื่อย ส่วนใหญ่เกิดฤดูร้อน เวลาบ่ายๆ ช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแล” น.พ.เสรี ย้ำพร้อมแนะนำว่า หากเด็กไทยทุกคนว่ายน้ำเป็น จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กไทยได้

ในขณะที่ศ.นพ.จิตรสิทธิอมร ผอ.รพ.เซ็นต์หลุยส์ มองว่า รัฐบาลควรกำหนดเป็นนโยบายเลยว่า เด็กที่มีอายุ 5 ขวบขึ้นไปต้องว่ายน้ำเป็น100 เปอร์เซ็นต์ ควรคิดวางแผนโครงการต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้เด็กไทยว่ายน้ำเป็น

เราฉีดวัคซีนให้เด็กป้องกันโรคติดเชื้อ กลับกลายเป็นว่าเด็กไม่ป่วยตายแต่ต้องมาจมน้ำตาย เท่ากับเป็นการลงทุนที่เสียเปล่า เด็กเราว่ายน้ำไม่เป็น เราต้องรณรงค์เรื่องการว่ายน้ำ เสมือนเป็นฉีดวัคซีนทางสังคม” ศ.นพ.จิตรแนะนำ

แต่สำหรับผศ.นพ.อดิศักดิ์ผลิตผลการพิมพ์ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวสรุปการประชุมเวทีสาธารณะ เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางแก้ปัญหาเด็กจมน้ำ ว่า เด็กเล็กจมน้ำเสียชีวิต เกิดจากพ่อแม่ไม่ตระหนักถึงภัยใกล้ตัวนี้ ควรมีการให้ข้อมูลหลายทางผ่านสื่อต่างๆ ต้องรู้ว่า กะละมัง ถังน้ำ เป็นของเสี่ยง ขณะเดียวกัน สมุดวัคซีน-สมุดประจำตัวเด็ก ควรแนะนำเรื่องความปลอดภัยจากน้ำด้วย

นอกจากนี้พ่อแม่บางคนปล่อยให้เด็กวัย 3-5 ขวบ วิ่งเล่นในที่ลับตา จำเป็นต้องให้ความรู้ เพราะเด็กวัยนี้ไม่รับรู้ถึงความเสี่ยง แม้จะรับฟังคำสั่ง แต่อาจลืม โดยเด็กอายุน้อยกว่า 6 ขวบไม่ควรปล่อยให้คลาดสายตา จัดการสิ่งแวดล้อม มีบ่อน้ำต้องล้อมรั้ว ส่วนเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป ต้องว่ายน้ำเป็น ต้องมีการลงทุนเพิ่มทักษะชีวิต กระทรวงศึกษาควรจัดหลักสูตรสอนว่ายน้ำ การกู้ชีพ และการช่วยเหลือผู้จมน้ำ ซึ่งต้องทำได้ตอนอายุ  9 ขวบ

ที่ผ่านมาหลายโรงเรียนเคยทำสระน้ำเคลื่อนที่ โดยงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อบต. ควรมีโครงการต่างๆ เช่น 1 สระน้ำ 1 อบต. หรือ อบต.ปลอดเด็กจมน้ำ ฯลฯ เหมือน กทม.ที่มีโครงการ “ว่ายน้ำเป็น เล่นน้ำได้ปลอดภัย” ซึ่งโรงเรียนในสังกัดกทม.ทุกแห่ง ต้องสอนนักเรียนชั้น ป.6 ให้ว่ายน้ำเป็นทุกคน

“การจมน้ำเหมือนเชื้อโรค มีความเสี่ยง ซึ่งเราจัดการความเสี่ยงให้ได้ ป้องกันได้”

ในขณะที่การจมน้ำเป็นสาเหตุการตายอันดับ1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่กลับได้รับความสนใจน้อยมาก สาเหตุหนึ่งมาจากเมื่อเด็กจมน้ำมักจะตายเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีบาดเจ็บ หรือพิการ แตกต่างจากอุบัติเหตุ ผู้คนจึงไม่ให้ความสำคัญ 

จะต้องรอให้เด็กจมน้ำตายอีกกี่ศพจึงจะหันมาให้ความสำคัญกับมฤตยูเงียบชนิดนี้

ทีมข่าวรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.